KS Daily View 26.02.2025 >>> ติดตามประชุม กนง. หากมีการส่งสัญญาณผ่อนคลาย อาจหนุนให้ตลาดได้ กรอบ SET วันนี้ 1,180-1,230 หุ้นแนะนำ CPALL, AAV
แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดย S&P 500 ลดลง 0.50% Nasdaq Composite ลดลง 1.21% ขณะที่ Dow Jones บวกเล็กน้อย 0.08% หุ้นกลุ่มชิปเป็นตัวฉุดตลาดหลัก โดยเฉพาะ Nvidia ที่ปรับตัวลง 3.1% ก่อนประกาศผลประกอบการในคืนวันพุธ นอกจากนี้ ตลาดยังกังวลเรื่องนโยบายภาษีของสหรัฐฯ หลังทรัมป์ยืนยันจะเก็บภาษี 25% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในสัปดาห์หน้า แม้ว่าทั้งสองประเทศจะได้ออกมาตรการใหม่เพื่อคุมเข้มชายแดนหวังหลีกเลี่ยงภาษีดังกล่าว
ตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,235.85 จุด ลดลง 10.36 จุด (-0.83%) ทดสอบแนวรับ 1,230 จุด โดยมีลงทุนต่างชาติและสถาบันขายสุทธิ 1,643 และ 1,381 ล้านบาทตามลำดับ แรงกดดันมาจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังดัชนี PMI ภาคบริการหดตัวและ Michigan Sentiment ที่ลดลงแรง นอกจากนี้ยังมีเรื่องการยกเลิกเที่ยวบินของนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลต่อเป้าหมายนักน่องเที่ยวจีนในปีนี้ที่ 9 ล้านคน ทำให้กลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลงแรง ในขณะเดียวกันหุ้นที่อยู่โซนบนยังโดนแรงขายต่อเนื่อง สำหรับปัจจัยบวกเรามองมาตรการ ThaiESG ใหม่ที่กำลังจะออกมารองรับ LTF อาจช่วยชะลอการปรับตัวลงของตลาดได้บ้าง แต่ยังต้องระมัดระวังเรื่องกำไรบริษัทที่ยังถูกปรับคาดการณ์ลงต่อเนื่อง และติดตามผลการประชุม กนง. ในช่วงกลางสัปดาห์ เราประเมินกรอบ SET วันนี้ที่ 1,230 – 1,250 จุด โดยมีหุ้นแนะนำเป็น MOSHI, BDMS
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
1.ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 7 จุดในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ 98.3 จุด ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 102.5 จุด โดยเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 สาเหตุมาจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนจากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ โดยดัชนีคาดการณ์ในอีก 6 เดือนข้างหน้าลดลงมากที่สุดในรอบ 3 ปีครึ่ง สะท้อนความกังวลของผู้บริโภคและภาคธุรกิจต่อการปรับขึ้นราคาสินค้าจากนโยบายภาษี ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว
2.ทีมทรัมป์กำลังวางแผนเข้มงวดมาตรการควบคุมเซมิคอนดักเตอร์ต่อจีน โดยหารือกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์เกี่ยวกับการจำกัดวิศวกรของ Tokyo Electron และ ASML ในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ในจีน พร้อมพิจารณาคว่ำบาตรบริษัทจีนเฉพาะรายและจำกัดการส่งออกชิป Nvidia เพิ่มเติม เป้าหมายคือป้องกันการพัฒนาอุตสาหกรรมชิปของจีนที่จะเพิ่มขีดความสามารถด้าน AI และทหาร มาตรการที่กำลังพิจารณารวมถึงการสกัดกั้น ChangXin Memory จากการซื้อเทคโนโลยีอเมริกัน การเข้มงวดข้อจำกัดต่อ SMIC และการปรับปรุงกฎ “AI diffusion” ที่ไบเดนกำหนดไว้
3.เม็กซิโกกำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงภาษี 25% ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บกับสินค้าเม็กซิโกก่อนกำหนดเส้นตายต้นเดือนมีนาคม ประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบาอูม เปิดเผยว่าคณะเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของเม็กซิโกอยู่ในวอชิงตันเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเก็บภาษีสินค้าจากจีน พร้อมระบุว่ารัฐบาลกำลังทำงานหลายด้านเพื่อบรรลุ “ข้อตกลงสำคัญ” กับสหรัฐฯ ภายในวันศุกร์นี้
4.ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบความเป็นไปได้ในการเก็บภาษีนำเข้าทองแดง โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่าเป็นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากการทุ่มตลาดและกำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดโลกส่งผลกระทบต่อการผลิตทองแดงในสหรัฐฯ ทำให้ระบบอาวุธและผลิตภัณฑ์สำคัญต้องพึ่งพาการนำเข้า การตรวจสอบนี้จะดำเนินการภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า ซึ่งเป็นมาตราเดียวกับที่ใช้ในการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม 25% ที่จะมีผลในเดือนมีนาคม โดยสหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าทองแดงถึง 36% ของความต้องการ โดยนำเข้าจากชิลีมากที่สุด 38% ตามด้วยแคนาดาและเม็กซิโก
5.ส่งออกไทยเดือนมกราคม 2568 ขยายตัว 13.6% เทียบปีที่แล้ว มากกว่าตลาดคาดที่ 7-8% โดยสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวดีที่สุดที่ 17% ตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เอเชียใต้ และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าเชื่อว่าการส่งออกไตรมาสแรกของปี 2568 จะเติบโตต่อเนื่อง และสภาผู้ส่งออกคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 7-10% ซึ่งหากรักษามูลค่าส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนไว้ที่ 25,000-26,000 ล้านดอลลาร์ จะทำให้ภาพรวมการส่งออกปีนี้เติบโตได้ 2-3% ตามเป้าหมาย
หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:
CPALL : ราคาพื้นฐาน 78.00 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการของ CPALL ในไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 30.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และดีกว่าที่คาดไว้ 9% การเติบโตมาจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 4 ที่เติบโตได้ประมาณ 4.1% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นประมาณ 70 bps เมื่อเทียบกับปีก่อน จากอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าที่ดีขึ้นทั้งในกลุ่มอาหารและสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ในปี 2567 บริษัทสามารถขยายสาขาได้ตามเป้าที่ 700 สาขา เราคาดว่าแนวโน้มการเติบโตยังคงต่อเนื่องมาในไตรมาส 1 ปี 2568 โดยคาด SSSG จะเติบโตประมาณ 1-3% ช่วงต้นไตรมาสนี้ จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายออนไลน์และการเติบโตของนักท่องเที่ยว สำหรับปี 2568 CPALL มีแผนขยาย 700 สาขาในไทยและ 30 สาขาในกัมพูชา ปัจจุบัน CPALL ซื้อขายอยู่ที่ระดับ -2SD เรามองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสม
AAV : ราคาพื้นฐาน 3.22 บาท
เรามีมุมมองเป็นบวกต่อ AAV จากผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ดีกว่าคาดประมาณ 34% โดยกำไรเติบโตสูงกว่าที่ตลาดคาดประมาณ 75% ซึ่งมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้ดีจากการประหยัดต่อขนาดและจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้รายได้เติบโต 6% นอกจากนี้ อัตรากำไรที่ดีขึ้นยังมาจากราคา Jet fuel ที่ลดลง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและ 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน เราคาดว่าแนวโน้มในปี 2568 ยังคงแข็งแกร่งจากการตั้งเป้าเติบโตที่ระดับ 14-16% และจำนวนผู้โดยสารที่ 23-24 ล้านคน รวมถึงการคาดการณ์อัตราบรรทุกผู้โดยสารที่ 90% โดยคาดว่าปริมาณที่นั่งต่อกิโลเมตร (ASK) จะเพิ่มขึ้น 15% จากจำนวนเครื่องบินที่เพิ่มเป็น 66 ลำในปี 2568 นี้
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
- วันพุธ ติดตามการประชุมของ กนง. ตลาดคาดว่าจะกนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.25% และติดตามตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ (New home sale) เดือน ม.ค. โดดตลาดคาดที่ 6.80 แสนหลังปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 6.98 แสนหลัง
- วันพฤหัสฯ ติดตามคำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ (US Durable goods orders) เดือน ม.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ +1.20% MoM เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ -2.2% MoM ต่อด้วยรายงานการคาดการณ์การเติบโของ GDP ของสหรัฐใน 4Q24 ครั้งที่สอง ตลาดคาดการณ์ที่ 2.3% QoQ ทรงตัวจากครั้งก่อนหน้า ปิดท้ายจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (US Initial Jobless Claims) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 2.19 แสนตำแหน่ง
- วันศุกร์ ติดตามตัวเลขส่งออก (Exports) ของ ธปท. เดือน ม.ค. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 8.4% YoY และตัวเลขนำเข้า (Imports) เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 13.4% YoY ในส่วนของเศรษฐกิจของสหรัฐมีการรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคพื้นฐานส่วนบุคคล (Core PCE Price Index) เดือน ม.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 2.6% YoY ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.8% YoY ต่อด้วย ดัชนีรายได้ส่วนบุคคล (Personal income) เดือน ม.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 0.3% MoM เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 0.4% MoM และ ดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคล (Personal spending) เดือน ม.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 0.3% MoM เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 0.7% MoM