Daily Focus: ระยะสั้นยังลุ้นฟื้นตัวต่อเนื่องเข้าหา 1,250+- จุด
2025 SET Target: 1600
ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ฟื้นตัวได้แข็งแกร่ง พลิกมาปิดบุวก 24.75 จุด ที่ระดับ 1,231.14 จุด ด้วยมูลค่าการซื่อขายกว่า 6.2 หมื่นลบ. หนุนจากกนง.ที่มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2.25% เหลือ 2% หนุนแรงซื้อกลับในหุ้นขนาดใหญ่กระจายตัว ยกเว้นกลุ่มธนาคารและประกัน สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 303 ลบ.และ 2.1 พันลบ. ตามลำดับ (ต่างชาติพลิกมา Long Index Futures สุทธิหนาแน่น 2.2 หมื่นสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง เข้าหากรอบแนวต้านหลักระยะสั้น 1,250+- จุด หนุนจาก Sentiment บวกที่ต่อเนื่องจากวานนี้ หลังกนง.ลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 2% Surprise ตลาด ขณะที่กำไรบจ. 4Q24 ที่ประกาศออกมาระยะหลังส่วนใหญ่ออกมาตามคาดหรือดีกว่าคาด ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นให้ฟื้นตัวขึ้นได้บ้าง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่าง CPALL ที่แจ้งตลาดฯ ว่าไม่มีความประสงค์เข้าร่วมลงทุนใน Seven & i ช่วยปลอล็อคความกังวล อย่างไรก็ตามปัจจัยต่างประเทศอาจยังจำกัด Upside อยู่บ้าง ทั้งความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของทรัมป์ โดยล่าสุดมีความไม่แน่นอนว่ากำหนดการเก็บภาษีสินค้าแคนาดาและเม็กซิโกจะถูกเลื่อนออกไปอีก หรือไม่จากเดิมที่จะเริ่มในเดือน มี.ค. รวมถึงการเก็บภาษีสินค้ายุโรปว่าจะครอบคลุมสินค้าทั้งหมดหรือเฉพาะบางสินค้า อย่างไรก็ตามเม็ดเงินยังคงทยอยไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรต่อเนื่อง โดยล่าสุด Bond Yield 10 ปีชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.26% เรายังคงมองหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรดีต่อในปี 2025 และ Valuation อยู่ในโซนต่ำเทียบกับในอดีตคาดว่าจะปรับตัวได้แข็งแกร่งกว่าตลาด ขณะที่ Valuation ปัจจุบันของ SET ที่ค่อนข้างถูก โดยเทรด PER ราว 13 เท่า และมี Earnings Yield Gap กว่า 5.4% ยังเน้นหุ้น Domestic Play เป็นหลักเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยสงครามการค้าโลก
กลยุทธ์ : ยังเน้น Selective Buy หุ้นที่มีกำไร 4Q24 และแนวโน้ม 2025 แข็งแกร่ง
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BBL, CHG, CPALL, ERW, NSL
FSSIA Portfolio: BA, BBL, CHG, CPALL, MTC, NSL, RBF, SEAFCO, SHR
หุ้นเด่น Finansia 27 ก.พ. 25 : BDMS
- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 36.50 บาท
- BDMS รายงานกำไรปกติ 4Q24 ที่ 4.3 พันลบ. +2% q-q, +10% y-y แข็งแกร่งตามที่เราคาด แต่ดีกว่าที่ตลาดคาด 6% หนุนจากรายได้ที่เติบโตโดยเฉพาะต่างชาติ ขณะที่ margin ยังทรงตัวได้ดี จบปี 2024 มีกำไรปกติ 1.6 หมื่นลบ. +11% y-y
- แนวโน้มกำไรปี 2025 คาดว่ายังเติบโตต่อเนื่องที่ 1.76 หมื่นลบ. +10% y-y ราคาหุ้นยังฟื้นตัวไม่มากเทียบกับ SET ที่ฟื้นตัวแรงวานนี้ ขณะที่ Valuation ยังน่าสนใจ เทรด PER 21 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ราว 29 เท่า
- แนวรับ 22.80//22.20 บาท แนวต้าน 23.50-23.70//24.40 บาท
Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติในภูมิภาคผสมผสาน สุทธิแล้วไหลออกจากภูมิภาคสุทธิบางๆ US$139 ล้าน เม็ดเงินไหลออกจากเกาหลีใต้ US$275 ล้าน แต่ไหลเข้าไต้หวัน US$103 ล้าน ส่วนอาเซียนเม็ดเงินไหลเข้าไทย US$61 ล้าน แต่ไหลออกจากอินโดนีเซียและเวียดนาม แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่าอาจค่อนมาในทิศทางไหลเข้า จากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ตอบรับผลการดำเนินงานของ Nvidia แต่คาดเม็ดเงินยังจำกัด โดยติดตามกำหนดการและอัตราภาษีการค้าของทรัมป์ที่ยังไม่แน่นอนต่อแคนาดา เม็กซิโก และยุโรป
ประเด็นสำคัญวันนี้
(+) CPF กำไรปกติ 4Q24 ที่ 6.54 พันลบ. ทรงตัว q-q, พลิกจากขาดทุนใน 4Q23 ดีกว่าเราและตลาดคาดมากน่าประทับใจ มาจากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าคาด ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมยังแข็งแกร่งมาจาก CPALL และ CPAXT กำไรสุทธิปี 2024 สูงสุดในรอบ 4 ปี แนวโน้มทำไร 1Q25 ดูแข็งแกร่งมาจากราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และคาดส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมอาจทรงตัวถึงอ่อนลงเล็กน้อย q-q ตามฤดูกาล แต่จะยังโตดี y-y ราคาเป้าหมาย 28 บาท แนะนำซื้อ
(+) MAGURO กำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 34 ลบ. +17% q-q, +150% y-y ใกล้เคียงคาดและทำนิวไฮ, มาจากรายได้ที่เติบโตดี และทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน กำไรสุทธิปี 2024 +33% y-y มาจากทั้งรายได้ที่เติบโตสูง และอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว เรายังบวกต่อแนวโน้มกำไร 1Q25 จะยังโตสูง y-y และอาจใกล้เคียงหรือเพิมขึ้น q-q ได้ แม้ต้นทุนปลาแซลมอนสูงขึ้นตามฤดูกาล แต่จะรับรู้รายได้สาขาใหม่ที่เพิ่งเปิดใน 4Q24 ได้เต็มไตรมาส
(+) AWC กำไรปกติ 4Q24 ที่ 688 ลบ, +138% q-q, +43% y-y ดีกว่าคาด 25% จาก EBITDA margin ที่ดีกว่าคาด และดอกเบี้ยจ่ายต่ำกว่าคาด ธุรกิจโรงแรมมีรายได้ +21% y-y และ RevPAR +22% y-y ด้วย OCC rate ที่เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจ retail และ commercial มีรายได้ +6% y-y จบปี 2024 กำไรปกติอยู่ที่ 1.9 พันลบ. +64% y-y ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(0) OSP กำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 615 ลบ. -9% q-q, +4% y-y ใกล้เคียงคาด กำไรที่ลด q-q มาจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น รายได้รวมโต 6.3% q-q แต่ -1.7% y-y จากส่วนแบ่งการตลาดลดลง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นทำนิวไฮ จบปี 2024 มีกำไรปกติ +40% y-y เรายังมอง conservative ตอนแนวโน้มกำไรใน 1Q25 แม้ล่าสุดส่วนแบ่งการตลาดเดือนม.ค. จะปรับขึ้น 20 bps m-m เป็น 14.7% และคำสั่งซื้อต่างประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นต่อทั้ง q-q และ y-y ลุ้นทำนิวไฮ
(-) SAWAD กำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 1.25 พันลบ.ผลตอบแทนดอกเบี้ยลดลง สินเชื่อยังหดตัว รายได้ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าคาต และขาดทุนรถยึดที่กลับมาเร่งขึ้น q-q คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมทรงตัว NPL อยู่ 3.6% ตามที่เราคาด SAWAD ประกาศจ่ายหุ้นปันผล 10 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ XD 8 พ.ค. เพื่อลดอัตราหนี้สินต่อทุน ซึ่งทำให้ ROE ลดลงต่อเนื่อง ราคาเป้าหมาย 45.50 บาท ยังแนะนำ “ถือ”
(0) LH กำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 2.6 พันลบ. +299% q-q, -26% y-y โดยมีรายการพิเศษหลักๆ จากกำไรขายห้าง Terminal 21 พัทยา เข้ากอง REIT หากหักออก กำไรปกติ +13% q-q, 40% y-y ใกล้เคียงคาด ธุรกิจอสังหาฯ ฟื้น q-q จากฐานต่ำ แต่หดตัว y-y โดยยอดโอนทำได้ 6 พันลบ. +12%q-q -17%y-y ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมดีขึ้น หลักๆจากการเติบโต HMPRO จบปี 2024 กำไรสุทธิ -27%y-y
(0) M กำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 353 ลบ. +4% q-q, -31% y-y ดีกว่าคาด 7% จากค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคาด แต่รายได้ทรงตัว q-q และ -9%y-y จาก SSSG -10.7% จบปี 2024 มีกำไรสุทธิ -14.3% y-y โดย SSSG -10.1% คาดกำไร 1Q25 อาจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนัก จาก SSSG เดือน ม.ค. ยัง -7%y-y แล้วจะติดลบน้อยลงหรือพลิกเป็นบวกได้ในเดือนก.พ. หลังทำแคมเปญหมูมาราธอน และโครงการ Easy E-receipt จ่ายปันผล 2H24 หุ้นละ 1 บาท yeild 5%
(0) SYNEX กำไรปกติ 4Q24 ที่ 116 ลบ. -19% q-q, -15% y-y ต่ำกว่าคาด 23% จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสูงกว่าคาด ยอดขายรวม +22% y-y จบปี 2024 กำไรปกติ +18% y-y เชื่อว่ากำไร 4Q24 ที่น้อยกว่าคาด ตลาดรับรู้ไปแล้ว แนวโน้มยอดขายกลุ่ม Phone Commercial ยังเติบโตได้ Y-Y และกลุ่ม Consumer คาดยอดขายจะกลับมาเติบโตได้ใน 2H2 5หลังการเปิดตัว Window 12 ราคาเป้าหมาย 17.60 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(-) ตลาดดาวโจนส์ ลดลง 188.04 จุด หรือ -0.43%, ปิดที่ 43,433.12 จุด ส่วนดัชนี Nasdaq และ S&P500 ฟื้นตัวขึ้นปิดในแดนบวก ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทอินวิเดีย (Nvidia) อย่างใกล้ชิด โดยคาดหวังว่าแนวโน้มเชิงบวกของบริษัทอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
(+) ตลาดหุ้นยุโรป ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน และนักลงทุนประเมินผลกระทบจากการทำข้อตกลงด้านแร่ธาตุสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และยูเครน
(+) ตลาดหุ้นเอเชีย ส่วนใหญ่เปิดบวกตามทิศทางตลาดสหรัฐฯ แม้ว่าจะมีข่าวเรื่องการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วางแผนที่จะใช้มาตรการภาษี 25% กับประเทศกลุ่ม EU
(+) ค่าเงินบาท แข็งค่าอยู่ที่บริเวณ 33.73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ -0.15%
(-) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ลดลง 31 เซนต์ หรือ 0.45% ปิดที่ 68.62 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังสหรัฐฯ เปิดเผยสต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของอุปสงค์เชื้อพลิง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากความเป็นไปได้ที่จะมีการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ในขณะที่เช้านี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 68.81 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือ 0.28%
(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 11.80 ดอลลาร์ หรือ 0.40% ปิดที่ 2,930.60 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมทั้งจับตาการใช้มาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในขณะที่เช้านี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 2,931.90 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 0.04%
SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 906.96/ -0.09%
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
27 ก.พ. | สหรัฐ: Durable Goods Orders (ธ.ค.), 4Q24 GDP growth rate 2nd Est. |
28 ก.พ. | สหรัฐ: Core PCE Price Index (ม.ค.) ฝรั่งเศส: เงินเฟ้อ (ก.พ.) |
1 มี.ค. | จีน: NBS Manufacturing PMI (ก.พ.) |
3 มี.ค. | สหรัฐ: ISM Manufacturing PMI (ก.พ.) จีน: Caixin Manufacturing PIM (ก.พ.) |
4 มี.ค. | ออสเตรเลีย: ประชุมธนาคารกลาง ญี่ปุ่น: Consumer Confidence (ก.พ.) |