GCAP เปิดแผนธุรกิจปี 68 ตั้งธงดันสินเชื่อใหม่โต 20% พร้อมไถ่ถอนหุ้นกู้ล็อตสุดท้าย มีนาคม นี้
“บมจ.จี แคปปิตอล หรือ GCAP” เปิดแผนธุรกิจปี 2568 ตั้งเป้าหมายดันยอดสินเชื่อใหม่เติบโต 20% มั่นใจการเปิดตัวรถเกี่ยวนวดข้าวรุ่นเรือธงฉลองครบรอบ 50 ปีจากคู่ค้า ราคาสุดคุ้ม / สเปคโดนใจตลาด กระตุ้นยอดจองรถโตต่อเนื่อง เชื่อปีนี้สภาพเศรษฐกิจและภูมิอากาศเป็นปัจจัยบวก หนุนความต้องการสินเชื่อเครื่องจักรกลการเกษตร สนับสนุนแผนการเติบโตของบริษัทฯ พร้อมเดินหน้าลุยเทรนด์ ESG ชูนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรลดการเผาฟางข้าว / ข้าวโพด ตอบโจทย์ลดมลพิษฝุ่น PM 2.5 “อนุวัตร โกศล” ซีอีโอ เผย พร้อมผนึกพันธมิตรเสริมแกร่งรายได้ธุรกิจ Non-Lending และเตรียมไถ่ถอนหุ้นกู้ล็อตสุดท้ายเดือน มี.ค. 68 นี้ เตรียมความพร้อมให้บริษัทฯ เดินหน้าขยายธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ
นายอนุวัตร โกศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP เปิดเผยว่า “แผนธุรกิจของบริษัทในปี 2568 ยังมุ่งเน้นสร้างการเติบโตในสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรซึ่งเป็นรายได้หลัก เชื่อว่าปี 2568 ภาคเกษตรยังมีทิศทางการเติบโตที่ดี ด้วยปริมาณฝนที่มีมากขึ้น จากอิทธิพลของสภาวะลานีญา ส่งผลดีต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรในภาพรวม ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่คาดวาจะเพิ่มสูงขึ้น สนับสนุนแผนการเติบโตของบริษัทในปี 2568 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดปล่อยสินเชื่อใหม่เติบโต 20% จากปีก่อน”
“ในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา คู่ค้าหลักของทางบริษัทฯ ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมรถเกี่ยวนวดข้าวรุ่นเรือธง ในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง คุ้มค่าการลงทุน จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลังการเปิดตัวสินค้าเมื่อ ม.ค. ที่ผ่านมา ได้มียอดจองรถเกี่ยวนวดข้าวและสมัครใช้สินเชื่อของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทฯ ในปีนี้ นอกจากนี้ คู่ค้าหลักยังมีการพัฒนานวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรที่ตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า โดยเครื่องจักรรุ่นใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อลดการเผาฟางข้าว / ข้าวโพด ซึ่งหากเกษตรกรเปลี่ยนมาใช้นวัตกรรมใหม่นี้ จะช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างมากในระยะยาว โดยบริษัทฯ พร้อมออกแคมเปญสินเชื่อเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยเรื่องความยั่งยืนให้กับสังคมและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์อีกด้วย” นายอนุวัตร กล่าว
ในส่วนธุรกิจ Non Lending Business บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าผนึกพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อขยายศักยภาพธุรกิจ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม คาดว่าจะเห็นความคืบหน้าภายในไตรมาส 2/68 และหากมีรายละเอียดที่ชัดเจน ทางบริษัทฯ จะแจ้งข่าวต่อนักลงทุน โดยเปิดเผยข้อมูลผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างเตรียมการไถ่ถอนหุ้นกู้งวดสุดท้ายในเดือนมีนาคม 2568 โดยที่ผ่านมา บริษัท ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและวินัยด้านการเงิน แม้จะได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจ แต่บริษัทฯ ก็มีการชำระคืนหุ้นกู้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 1,257 ล้านบาท ครบถ้วนตามเงื่อนไข โดยการไถ่ถอนหุ้นกู้ล็อตสุดท้ายในครั้งนี้ จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเตรียมความพร้อมให้บริษัทฯ เดินหน้าขยายธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ
ล่าสุดผลประกอบการของบริษัทฯ ในงวดปี 2567 บริษัทขาดทุนสุทธิจำนวน 12.77 ล้านบาท โดยเป็นผลจากการตัดหนี้สูญกลุ่มลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 18.68 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลและต้นทุนทางการเงิน จำนวน 37.57 ล้านบาท ในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้จำนวน 161.35 ล้านบาท ขณะที่มีต้นทุนทางการเงินจำนวน 52.05 ล้านบาท ลดลง 11.39 ล้านบาท หรือ 21.88% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากการชำระคืนหุ้นกู้ และมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร (ก่อนรายการพิเศษ) จำนวน 95.26 ล้านบาท ลดลง 3.28 ล้านบาท หรือ 3.33% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้ ในปี 2567 บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายรายการพิเศษจากการเสนอขายหุ้นกู้และเตรียมการเพิ่มทุน จำนวน 4.34 ล้านบาท