KS Daily View 28.02.2025>>> S&P 500 ร่วงแรง ต่ำสุดในรอบเดือนครึ่ง ภาพ Recession fears ยังอยู่ เสริมด้วย Tariffs ที่กำลังจะมา และงบ Nvidia ที่มีตำหนิ หุ้นไทยปรับตัวลงตามภูมิภาค กังวลเสถียรภาพทางการเมือง มองตลาดทางลบกรอบ 1,200-1,230 แนะนำ BA, CRC
แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศ:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรง โดย Dow Jones ลดลง 0.45%, S&P 500 ลดลง 1.59% และ Nasdaq Composite ลดลง 2.78% แรงกดดันมาจากทั้ง Macro และ Micro หลังจากทรัมป์ยืนยันผ่าน ประกาศผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้า 25% จากเม็กซิโกและแคนาดา ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม และจะเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนขึ้นอีก 10%, ตัวเลขเศรษฐกิจอย่าง GDP 4Q24 รายงานครั้งที่สอง ออกมาที่ 2.3% เท่ากับครั้งแรก ไม่ได้มีพัฒนาการเชิงบวก แต่ Core PCE ที่รายงานพร้อม GDP ถูกปรับขึ้นจาก 2.5% เป็น 2.7% นอกจากนี้หุ้นกลุ่มชิปโดนงบของ Nvidia ที่แม้จะค่อนข้างดี แต่อนาคตไม่แน่นอน จากการชะลอตัวของอัตราการเติบโต รวมถึง Gross Margin ที่ลดลงในช่วงเปลี่ยนผ่าน Product และใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าที่บริษัทเคยบอกไว้
ตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,215.73 จุด ลดลงราว 16 จุด (-1.25%) ปรับตัวลงสอดคล้องกับตลาดในภูมิภาค แรงกดดันยังคงมาจากความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ชะลอตัวในระยะหลังๆ รวมถึงกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ กลุ่มหุ้นใหญ่ที่ปรับตัวลงแรง ได้แก่ พลังงาน สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก และการเงิน ในขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวขึ้นได้ดี ส่วนธนาคาร และขนส่ง ทรงตัว เราประเมินว่าวันนี้ตลาดน่าจะยังเป็นไปในทิศทางลบ หลังจากที่ทรัมป์ยืนยันไม่เลื่อนการขึ้นภาษีแคนาดา เม็กซิโก 25% และจีน 10% ในสัปดาห์หน้า ส่วน Reciprocal Tariffs เริ่มต้นเมษายน
มองกรอบ SET วันนี้ที่ 1,200 – 1,230 หุ้นแนะนำเป็น BA, CRC
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
- ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าจะเก็บภาษีนำเข้า 25% กับแคนาดาและเม็กซิโกตามกำหนดวันที่ 4 มีนาคม และจะเพิ่มภาษีนำเข้าจากจีนอีก 10% เนื่องจากไม่พอใจมาตรการควบคุมการลักลอบนำเข้ายาเสพติดของประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนรอบที่สองคือภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่จะเก็บกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะยังคงมีผลตามกำหนดเดิมในวันที่ 2 เมษายน การชี้แจงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาพูดสับสนในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันก่อนว่าจะเก็บภาษีทั้งสองชุดเมื่อไหร่
- สหรัฐฯ รายงาน GDP 4Q24 ครั้งที่ 2 เพิ่มขึ้น 2.3% QoQ ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อนหน้า แต่มีการปรับทบทวนในรายละเอียด ได้แก่ การเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยเฉพาะด้านการป้องกันประเทศและการส่งออก แต่ถูกหักลบบางส่วนด้วยการปรับลดการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยเฉพาะสินค้าคงทนและการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา ในขณะที่มาตรวัดเงินเฟ้อสำคัญอย่าง Core PCE ปรับเพิ่มจาก 2.5% QoQ เป็น 2.7% QoQ ขณะที่ GDP ทั้งปี 2024 ยังคงอยู่ที่ 2.8% ไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการครั้งแรก
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิชัย ชุณหวชิร เปิดเผยหลังการประชุมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจว่า รัฐบาลต้องการผลักดันเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 ที่ 3-3.5% โดยจะจัดทำ Master Plan ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านจุดแข็งของประเทศ คือการท่องเที่ยวและภาคเกษตร พร้อมเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับการท่องเที่ยว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรหลัก 5 ชนิด หลังจากที่ครึ่งหลังของปี 2567 เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ย 3.1% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
- สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เตรียมเจรจากับบริษัท UTA เพื่อเริ่มก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2568 โดยบริษัทประกาศจะดำเนินโครงการโดยไม่รอโครงการรถไฟความเร็วสูง นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. ระบุว่าจะยืดหยุ่นให้เอกชนปรับลดขนาดอาคารผู้โดยสารในระยะแรก และขณะนี้กำลังพิจารณาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมทำอุโมงค์รถไฟความเร็วสูงรอไว้ โดยโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวมกว่า 2.9 แสนล้านบาท
- รัสเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันเบนซินเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมถึง 31 สิงหาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดเชื้อเพลิงภายในประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน และป้องกันการลักลอบส่งออก ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการห้ามส่งออกในช่วงที่ผ่านมา โดยรัฐบาลรัสเซียหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยควบคุมราคาและปริมาณน้ำมันภายในประเทศ
หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:
- BA : ราคาพื้นฐาน 26.87 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ BA จากผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ดีกว่าที่ตลาดคาดประมาณ 18% โดยพลิกกลับมาเป็นกำไร 453 ล้านบาท ซึ่งเป็นไตรมาส 4 ครั้งแรกที่มีกำไรนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2558 กำไรที่ดีกว่าคาดเมื่อเทียบกับปีก่อนมาจากการเติบโตของรายได้โดยเฉพาะในเส้นทางหลัก และการลดลงของราคาน้ำมัน Jet fuel ในไตรมาส 4 ปี 2567 โดยรายได้เติบโตดีขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และค่าตั๋วโดยสารที่เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน เราชื่นชอบ BA สำหรับความแข็งแกร่งของเส้นทางบินหลักที่คาดว่าจะเผชิญการแข่งขันด้านราคาต่ำ และยังได้รับประโยชน์จากการถ่ายทำซีรีส์เรื่อง The White Lotus ซีซัน 3 ที่สมุยในไตรมาส 1 ปี 2568 โดยคาดว่าแนวโน้มกำไรจะยังคงเป็นขาขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า
- CRC : ราคาพื้นฐาน 43.00 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ CRC จากผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2567 ที่มีกำไรปกติเติบโตประมาณ 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน และดีกว่าที่คาดไว้ราว 8% มาอยู่ที่ 2.97 พันล้านบาทหลังหักรายการพิเศษ โดยรายได้เติบโต 5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 10.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งการเติบโตหลักมาจากสาขาใหม่และการกลับมาเปิดสาขาที่ปรับปรุงในช่วงที่ผ่านมา เช่น เซ็นทรัลสาขาชิดลม และห้างรีนาเซนเต สาขา Flagship ที่มิลาน ในส่วนของ SSSG ไตรมาส 4 ปี 2567 ยังติดลบประมาณ 1% ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ประกอบกับสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ลดลงจาก 27.9% ในไตรมาส 4 ปี 2566 เหลือ 27.3% ในไตรมาสนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เราคาดว่า SSSG ในไตรมาส 1 ปี 2568 ของ CRC จะยังสามารถเติบโตได้ดีที่ประมาณ 10-11% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
- วันศุกร์ ติดตามตัวเลขส่งออก (Exports) ของ ธปท. เดือน ม.ค. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 8.4% YoY และตัวเลขนำเข้า (Imports) เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 13.4% YoY ในส่วนของเศรษฐกิจของสหรัฐมีการรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคพื้นฐานส่วนบุคคล (Core PCE Price Index) เดือน ม.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 2.6% YoY ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.8% YoY ต่อด้วย ดัชนีรายได้ส่วนบุคคล (Personal income) เดือน ม.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 0.3% MoM เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 0.4% MoM และ ดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคล (Personal spending) เดือน ม.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 0.3% MoM เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 0.7% MoM