บล.กสิกรไทย:
Automotive Sector : เอาตัวรอดในยุคเปลี่ยนผ่าน
- แนวโน้มการเติบโตของอุปสงค์น่าท้าทาย การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยลดลงอย่างมากในปี 2567 โดยลดลง 20% YoY มาอยู่ที่ 1.46 ล้านคัน ด้วยสาเหตุหลักจากอุปสงค์รถยนต์ในประเทศที่ลดลงมากจาก 1) การอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารที่เข้มงวดมากขึ้น 2) อุปสงค์รถยนต์ที่ลดลงจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและ 3) แนวโน้มการใช้รถยนต์มือสองที่มากขึ้น เราคาดว่าการผลิตรถยนต์จะเติบโตขึ้น 4% ในปี 2568 หนุนจากยอดขายในประเทศที่ฟื้นตัวขึ้น
- EV เป็นปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก เราเชื่อว่าการเปลี่ยนถ่ายจากยุค ICE ไปเป็น EV ทั้งในประเทศและทั่วโลกจะไม่ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศไทยคือรถปิ๊กอัพซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ 60-70% ของการผลิตทั้งหมด ปัจจุบัน ยอดขายรถ EV ในประเทศคิดเป็นสัดส่วนที่ 12% นำโดยรถ EV จากจีนซึ่งเป็นการนำเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ อุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยยังมีส่วนร่วมกับรถ EV จากจีนในระดับต่ำโดยแม้ว่าทั้ง AH และ SAT ได้รับยอดสั่งผลิตใหม่จาก BYD แต่ปริมาณไม่มีนัยสำคัญ
- นโยบายรถ EV ไม่ช่วยห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ของไทย เราคาดว่าการบังคับใช้นโยบาย EV 3.5 (การผลิตรถ EV ในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า) จะไม่มีประสิทธิภาพมากนัก อิงจากคาดการณ์ของเราที่คาดว่าอุปสงค์รถ EV จะเติบโตปานกลางในปี 2568 การผลิตที่เพิ่มขึ้นคาดจะส่งผลให้เกิดภาวะรถยนต์ล้นตลาด เราคาดว่าสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นคือผู้ผลิตรถ EV จากจีนเจรจากับรัฐบาลเพื่อขยายกรอบระยะเวลา ทำให้คาดว่าจีนจะยังมีการนำเข้ารถยนต์มาขายในประเทศไทยได้อยู่
- สูญเสียส่วนแบ่งการส่งออกรถยนต์ ประเทศไทยกำลังสูญเสียข้อได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดส่งออกรถยนต์หลัก เนื่องจากจีนเพิ่มสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดเอเชียรวมทั้งออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง ในออสเตรเลีย ส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ใหม่จากจีนเพิ่มขึ้นมากจาก 1% ในปี 2561 มาอยู่ที่ 13% ในปี 2566 ขณะที่ส่วนแบ่งการนำเข้ารถยนต์จากประเทศไทยและญี่ปุ่นลดลง
- คาดเห็น upside แต่ความไม่ชัดเจนยังคงอยู่ เราเชื่อว่ากลุ่มจะมี upside ซึ่งคาดจะส่งผลให้มีการปรับเพิ่มตัวคูณมูลค่าผลจากนโยบายของรัฐบาลอย่าง “รถเก่าแลกรถใหม่” เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศ เราคาดว่าจะเห็น upside ที่เป็นรูปธรรมเหมือนอย่างนโยบายรถคันแรกในปี 2555-2556 อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ นโยบายดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก
- คงมุมมองลบต่อกลุ่ม เราเห็นปัจจัยหนุนการเติบโตที่จำกัดต่อกลุ่มในระยะสั้น ขณะที่การแข่งขันในตลาดยังรุนแรง เราคงคำแนะนำ “ถือ” AH และ SAT เราชอบ SAT มากกว่า AH จากกำไรที่ผันผวนน้อยกว่าและอัตราตอบแทนเงินปันผลคาดว่าจะสูงถึง 13% ในปี 2568 จุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่มจะมาจากนโยบายกระตุ้นอุปสงค์รถยนต์จากรัฐบาลหุ้นเด่น SAT แนะนำ “ถือ” TP 12.50 บาท