บล.กสิกรไทย:

  • กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน ลดเงินเข้ากองทุนฯ ดีต่อผู้ค้าปลีกน้ำมัน
  • ลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในการประชุมครั้งล่าสุดของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ประชุมมีมติลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.5 บาทลิตร ในวันที่ 28 มี.ค. และ 4 เม.ย. ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกลดลง 1 บาทลิตร โดยการตัดสินใจครั้งนี้ เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบทั่วโลกที่ลดลง ซึ่งทำให้สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวดีขึ้น
  • ส่งผลกระทบเชิงลบระยะสั้น… เราคาดว่ามติดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ค้าปลีกน้ำมันในระยะสั้น เนื่องจากคาดว่าอัตรากำไรน้ำมันจะลดลง จากผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันอันเป็นผลสืบเนื่องจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ลดลง ทั้งนี้ เราคาดว่าการปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกที่ครั้งละ 0.5 บาทลิตร จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของ OR จากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่ 130 ลบ. (-1%) และกำไรสุทธิของ PTG ที่ 35 ลบ. (-3%)
  • …แต่คาดจะส่งผลบวกระยะยาว จากราคาน้ำมันดิบที่เป็นแนวโน้มขาลง เราเชื่อว่ารัฐบาลจะผ่อนคลายการควบคุมค่าการตลาดขายปลีกน้ำมันในระยะกลางถึงยาว แม้สถานะของกองทุนน้ำมันยังขาดดุลที่ราว 1.4 หมื่นลบ. (แค่บัญชีน้ำมัน) ณ วันที่ 23 มี.ค.2568 แต่เราคาดว่าสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะพลิกกลับเป็นบวกได้ภายใน 2 เดือน หากกองทุนน้ำมันยังสามารถคงอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนฯ จากผู้ใช้น้ำมันดีเซลที่ราว 2 บาทลิตร และน้ำมันเบนซินที่ราว 4 บาทลิตร ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของเรา พบว่าอัตรากำไรน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 0.1 บาทลิตร จะเพิ่ม upside ต่อกำไรของ OR ที่ราว 300 ลบ. (3%) และของ PTG ที่ 130 ลบ. (11%)
  • คงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มน้ำมันปลีก เราคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มน้ำมันค้าปลีก จากแรงกดดันระยะสั้นจากผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันตามราคาน้ำมันขายปลีกที่ลดลง อย่างไรก็ดี เราคาดว่าอัตรากำไรน้ำมันจะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังปีนี้เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง OR และ PTG จากอัตรากำไรน้ำมันที่คาดจะเพิ่มขึ้นในระยะกลาง ทั้งนี้ เรามองว่าราคาหุ้นที่อาจปรับลดลง จากความกังวลเรื่องผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ถือเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้น

- Advertisement -