KS Daily View 03.04.2025>>>S&P 500 ปรับตัวขึ้นก่อนปิดตลาด แต่หลังประกาศ Tariffs กลับมาปรับตัวลงแรงในตลาดฟิวเจอร์ส ด้านหุ้นไทยแกว่งแคบวานนี้ ส่วนวันนี้ประเมินมีความเสี่ยงหลังโดนขึ้นภาษีไปที่ 36% มองกรอบ SET ที่ 1,130-1,150 หุ้นแนะนำ BDMS, AURA
แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศ: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นก่อนปิดตลาด โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.67% และ 0.87% ตามลำดับ แรงหนุนมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Tesla ที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 5% จากข่าว Elon Musk จะกลับไปมุ่งเน้นธุรกิจ อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปิด ตลาด Futures ลดลงอย่างหนัก เนื่องจากการประกาศภาษีนำเข้าทั่วโลกจากทรัมป์ โดยกำหนดภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับทุกประเทศ และกำหนดอัตราสูงขึ้นสำหรับบางประเทศ เช่น จีนที่จะถูกเก็บภาษี 34% (เมื่อรวมกับภาษีเดิม 20% จะเท่ากับ 54%), เวียดนามที่ 46%, ไต้หวันที่ 32%, สหภาพยุโรปที่ 20% และไทย 36%
ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,172.69 จุด ปรับตัวขึ้นราว 5 จุด (+0.40%) มูลค่าการซื้อขาย 2.5 หมื่นล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มค้าปลีก การเงิน โรงพยาบาล และขนส่ง ที่ได้รับผลบวกจากการลดค่าไฟ แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มสื่อสาร วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว ปรับตัวลง โดยในกลุ่มท่องเที่ยวอย่างโรงแรม และสายการบิน ปรับตัวลงจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงต่อเนื่อง สำหรับเมื่อคืนนี้ ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี Reciprocal tariffs กับไทยในอัตรา 36% ซึ่งสูงกว่าที่เราประเมินไว้ จึงมอง SET มี Downside ที่อาจลงไปซื้อขายในกรอบที่ 1,130 – 1,150 สำหรับวันนี้ หุ้นแนะนำเน้นไปที่ Defensive และหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว BDMS, AURA
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
- ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศนโยบายภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ที่มีผลกระทบกว้างขวาง โดยกำหนดภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับทุกประเทศเริ่มวันที่ 5 เมษายน ยกเว้นประเทศที่มีอัตราภาษีเฉพาะ ได้แก่ จีนที่จะถูกเก็บภาษี 34% (เมื่อรวมกับภาษีเดิม 20% จะเท่ากับ 54%) มีผลวันที่ 9 เมษายน, เวียดนามที่ 46%, ไต้หวันที่ 32%, สหภาพยุโรปที่ 20% และไทย 36% นอกจากนี้ยังมีการเก็บภาษี 25% สำหรับรถยนต์นำเข้าจากทุกประเทศเริ่มทันที, ภาษี 25% สำหรับเบียร์และกระป๋องอลูมิเนียมเปล่า และสำหรับสินค้าที่ผลิตในแคนาดาและเม็กซิโกตามมาตรฐาน USMCA ยังได้รับยกเว้น
- ไทยประกาศจะลดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า 45 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว โดยจะนำเข้าพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้น หลังประเมินว่าการส่งออกอาจได้รับผลกระทบราว 8 พันล้านดอลลาร์หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษี 11% นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่ารัฐบาลได้เตรียมยุทธศาสตร์รับมือภาษีตอบโต้ที่ทรัมป์จะประกาศในวันพุธนี้ ขณะที่บริษัทไทยวางแผนเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน
- ครม.ยังไม่ได้อนุมัติการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย แต่เป็นเพียงการรับทราบกรอบราคาเป้าหมายตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และไม่มีมติสั่งการให้ดำเนินการ 4 ข้อที่เป็นข่าว ได้แก่ การแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้า การแก้ไขปัญหาค่า AP และ EP การลดอุปสรรคการทำงานของ SO และการปรับโครงสร้าง Pool Gas แหล่งข่าวระบุว่าการแถลงข่าวว่ามีการอนุมัติแล้วสร้างความเข้าใจผิด และจะมีการเผยแพร่มติ ครม.ที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
- บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULFI) และอินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ได้ควบรวมกิจการเสร็จสิ้นเป็นบริษัทใหม่ชื่อ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ซึ่งจะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 3 เมษายน 2568 โดยมีลักษณะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในธุรกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค และดิจิทัล
- การจ้างงานในภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 155,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ หลังจากชะลอตัวในเดือนกุมภาพันธ์เนื่องจากสภาพอากาศรุนแรง การเพิ่มขึ้นมาจากภาคบริการวิชาชีพและธุรกิจ การเงิน และการผลิต โดยการจ้างงานในภาคการผลิตสูงสุดนับตั้งแต่ตุลาคม 2022 ด้านการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างยังคงชะลอตัว โดยคนที่เปลี่ยนงานได้รับค่าจ้างเพิ่ม 6.5% ส่วนคนที่อยู่ในงานเดิมได้รับเพิ่ม 4.6%
หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:
BDMS: ราคาพื้นฐานที่ 29.40 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ BDMS ที่เป็นหุ้น Defensive play ที่ในฐานะเครือโรงพยาบาลแกร่งที่สุดของไทย ปัจจุบันเทรดต่ำกว่า -1SD ของค่าเฉลี่ย ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งนับแต่ปี 2010 เรามองว่าจะยังคงเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องถึงปี 2025 โดยเฉพาะไตรมาส 1 ที่รายได้มีแนวโน้มทำได้เหนือเป้าผู้บริหารที่ 7-8% สำหรับครึ่งปีแรก จากการประเมิน BDMS น่าจะโตไม่ต่ำกว่า 8% ในสองเดือนแรกของปี 2568 จัดเป็นหนึ่งในสองโรงพยาบาลจาก PR9 ที่มีการเติบโตโดดเด่นในไตรมาส 1/2568
AURA : ราคาพื้นฐาน 20.10 บาท
เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ AURA จากราคาทองคำที่ขึ้นเหนือ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยง reciprocal tariff ช่วยสร้างกำไรจากส่วนต่างธุรกิจ modern gold บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสาขาเป็น 644 แห่งในปี 2568 (เติบโต 32%) พร้อมเพิ่มพอร์ตสินเชื่อทองคำเป็น 6,500 ล้านบาท และตั้งเป้ากำไรสุทธิโต 20-30% AURA เตรียมขึ้นค่ากำเหน็จทองสูงสุด 300 บาทต่อบาททองในไตรมาส 2/2568 มีแผนขยายเพดานหนี้จาก 2 เท่าเป็น 2.5 เท่า พร้อมออกหุ้นกู้ 2,000 ล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่องในการขยายสาขา และยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ลดลง เนื่องจากมีสัดส่วนเงินกู้แบบอัตราลอยตัวถึง 98%
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
- วันพฤหัสฯ ติดตามตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของจีน (Caixin Services PMI) เดือน มี.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 51.6 จุดปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 51.4 จุด ต่อด้วยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของสหรัฐ (ISM Services PMI) ) เดือน มี.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 53.2 จุดปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 53.5 จุด
- วันศุกร์ ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของไทย (TH inflation) เดือน มี.ค. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +1.08% YoY และเงินเฟ้อไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน (TH Core CPI) เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +0.99% YoY ต่อด้วยการรายงานเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐ ภาคจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm payrolls) เดือน มี.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 1.20 แสนตำแหน่งชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.51 แสนตำแหน่ง ต่อด้วยตัวเลขอัตราการว่างงาน (Unemployment rate) เดือน มี.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 4.2% เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 4.1%