Daily Focus: Sentiment ลบต่างประเทศกดดัน SET ลงทดสอบ 1,200+-จุด
2025 SET Target: 1600
ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index พลิกกลับมาปรับตัวลงแรงผิดจากที่คาด ปิดลบ 15.41 จุด ที่ระดับ 1,215.73 จุด ด้วยมูลค่าการซื่อขาย 5.6 หมื่นลบ. ถ่วงโดยแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง ไฟแนนซ์ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เป็นต้น ขณะที่กลุ่มที่บวกสวนตลาด ได้แก่ การแพทย์ ท่องเที่ยว ธนาคาร สถาบันในประเทศซื้อสุทธิในตลาดหุ้นบางๆ ขณะที่แรงขายหลักมาจากนักลงทุนต่างชาติ 2.6 พันลบ. (แต่ Long Index Futures สุทธิอีกบางๆ 2.3 พัน สัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะปรับตัวลงโดยมีแนวรับหลักบริเวณ 1,200+- จุด ถูกดดันจากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบจากต่างประเทศ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯร่วงแรง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลัง Outlook ของ Nvidia ไม่สามารถ Surprise ตลาดในเชิงบวก ด้านตัวเลขเศรษฐกิจจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐฯปรับตัวขึ้นแตะ 2.42 แสนตำแหน่ง สูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน ยังสร้างความกังวลต่อแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ทรัมป์ยังระบุชัดเจนว่าจะเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้า 25% จากแคนาดาและเม็กซิโก รวมถึงเก็บภาษีจีนเพิ่ม 10% ในวันที่ 4 มี.ค. นี้ ทำให้เม็ดเงินยังคงไหลออกจาก สินทรัพย์เสี่ยงเข้าหาพันธบัตรอย่างอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คืนนี้ติดตามเงินเฟ้อ PCE เดือน ม.ค. (ตลาดคาด Core +0.3% m-m, +2.6% y-y) หากออกมาสูงกว่าคาดจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง ด้านปัจจัยในประเทศ ภาพรวมกำไร 4Q24 ของบจ.ต่ำกว่าคาดราว 9% และยังเห็นการทยอยปรับลดประมาณกำไรปี 2025 อยู่ อย่างไรก็ตาม ในเชิง Valuation ของ SET ที่เทรด PER ต่ำ 13 เท่า และมี Earnings Yield Gap กว่า 5.5% ยังไม่แพง แต่เรายังเน้นเลือกลงทุนในหุ้น Domestic Play ที่มีแนวโน้มกำไรปี 2025 แข็งแรงเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ
กลยุทธ์ : ยังเน้น Selective Buy หุ้นที่มีแนวโน้ม 2025 แข็งแกร่ง และ Valuation ต่ำเทียบกับช่วงก่อนโควิด
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BBL, CHG, CPALL, ERW, NSL
FSSIA Portfolio: BA, BBL, CHG, CALL, MTC, NSL, RBF, SEAFCO, SHR
หุ้นเด่น Finansia 28 ก.พ. 25 : BA
- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30 บาท
- BA รายงานกำไรปกติ 4Q24 ที่ 453 ลบ. เป็นกำไรไตรมาส 4 ที่ดีที่สุดที่เคยมี และดีกว่าคาด 38% จาก Margin ที่สูงก่วาคาด จบปี 2024 มีกำไรปกติ 3.84 พันลบ. +132% y-y
- แนวโน้มกำไร 1Q25 คาดว่ามีโอกาสทำ Record High หนุนจากจำนวนผู้โดยสารสมุยที่ยังเร่งตัวขึ้นราว 15% YTD ราคาหุ้นยังถูก เทรด PER เพียง 10 เท่า พร้อมประกาศจ่ายปันผลงวด 2H24 อีก 0.70 บาท/หุ้น คิดเป็น Yield 3.5%
- แนวรับ 20-19.80 บาท แนวต้าน 20.70//21.40 บาท
Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากภูมิภาคสุทธิหนาแน่น US$1,459 ล้าน โดยกระจุกที่ไต้หวัน US$1,081 ล้าน ตามด้วยเกาหลีใต้ US$159 ล้าน ส่วนอาเซียนเม็ดเงินไหลออกจากทุกประเทศ สูงสุดที่อินโดนีเซีย US$113 ล้าน ตามด้วยไทย US$75 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่ายังไหลออกต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีตาม Nvidia ที่ปรับลงแรง ตลาดกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัว การเก็บภาษีการค้าของทรัมป์ และเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
(-) HANA พลิกขาดทุนสุทธิ 4Q24 ที่ 1.73 พันลบ. เพราะตั้งด้อยค่าโรงงานที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นรายการทางบัญชี หากหักรายการพิเศษจะมีกำไรปกติเพียง 11 ลบ. -82% q-q, -96% y-y รายได้ยังปรับลงต่ำสุดในรอบ 15 ไตรมาส อัตรากำไรขั้นต้นปรับลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ที่เรามีข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 2007 มาจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง และการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ จบปี 2024 พลิกเป็นขาดทุน 634 ลบ. เราอยู่ระหว่างรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากประชุมนักวิเคราะห์วันนี้
(-) CK ขาดทุนสุทธิ 4Q24 ที่ 171 ลบ. ต่ำกว่าเราคาดที่ขาดทุน -50 ลบ. จากต้นทุนการเงินที่สูงกว่าคาด ผลประกอบการถูกกดดันจากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม จากโรงไฟฟ้า LPCL มี FX loss รวมถึง BEM, CKP เป็น low season รายได้ก่อสร้าง flat q-q แต่ +5% y-y จบปี 2024 กำไรสุทธิ -4% y-y แนวโน้มกำไร 1Q25 จะฟื้นตัวจากฐานต่ำและจะเร่งขึ้นใน 2Q-3Q25 ขณะที่ประมาณการปี 2025 มีโอกาสปรับลงจากการปรับลดส่วนแบ่งกำไร CKP และดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม
(+) KCG กำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 163 ลบ. เติบโต 112% q-q และ 15% y-y ทำ all time high ดีกว่าคาด 10% หลักๆ มาจากรายได้ที่เติบโตสูงกว่าคาด จบปี 2024 กำไรสุทธิ +32.7% Y-Y แนวโน้มกำไรสุทธิ 1Q25 จะชะลอตัว q-q ตามปัจจัยฤดูกาล แต่น่าจะยังเพิ่มขึ้น y-y จากความต้องการบริโภคเนยชีสที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2025 ที่ 447 ลบ +16% y-y คงราคาเป้าหมาย 11 บาท ยังแนะนำ ซื้อ
(0) AP กำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 1.29 พันลบ. -11% q-q, -3% y-y ใกล้เคียงกับเราคาด และรักษาฐานระดับที่ดีเทียบกับกลุ่มฯที่หดตัว y-y Key driver มาจากส่วนแบ่งกำไร JV ที่ 341 ลบ. flat q-q, +62% y-y จากการเร่งโอนต่อเนื่องของคอนโดใหม่ 2 แห่งตั้งแต่ 2Q24 จบปี 2024 กำไรสุทธิ -17% y-y และประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2024 ที่ 0.60 บ./หุ้น Yield 6.9% คงประมาณกำไรสุทธิปี 2025 +2% y-y คงราคาเป้าหมาย 9.70 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(+) SHR กำไรปกติ 4Q24 ที่ 145 ลบ. 124% y-y ตามคาด หากรวมรายพิเศษจะมีกำไรสุทธิ 147 ลบ. โดยรายได้รวม +5% y-y RevPAR เติบโตทุกโรงแรม EBITDA margin ดีขึ้น และดอกเบี้ยจ่ายลดลง เราเชื่อว่าแนวโน้มกำไรปกติ 1Q25 จะทำ new high จากทั้งดอกเบียจ่ายและค่าเสื่อมราคาที่ลดลง รวมถึงผลขาดทุนจากโรงแรม SO/Maldives น้อยลง ประกอบกับ RevPAR ของโรงแรมในไทย 1Q25 +25% y-y ราคาเป้าหมาย 3.8 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(0) AMATA กำไรปกติ 4Q24 ที่ 977 ลบ. +10% q-q, +45% y-y ทำ record high แม้กำไรปกติที่ต่ำกว่าคาด 11% มาจากอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าคาด และกำไรของบ.ร่วมในธุรกิจโรงไฟฟ้าลดลงมากกว่าคาด แต่รายได้จากการขายที่ดินในนิคม new high จากการโอนที่ดินที่ q-q, +278% y-y สิ้นปี 2024 มี backlog 2.1 หมื่นลบ. secure ประมาณ์การรายได้รวมปีนี้ของเราแล้ว 60% จึงคงประมาณการกำไรปี 2025 +12% คงราคาเป้าหมาย 34 บาท ยังแนะนำ “‘ซื้อ”
(0) CRC กำไรปกติ 4Q24 ที่ 2.97 พันลบ. +82% q-q, +14% y-y ดีกว่าที่เราคาด 7% จากยอดขายรวม +6% y-y ดีกว่าที่เราคาด หนุนจากยอดขายในกลุ่ม Fashion ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น และการเปิด Brandshop รวมถึงเซ็นทรัลชิดลมเต็มรูปแบบ และ Food จากการเปิดสาขาใหม่ แนวโน้มส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมปี 2025 จะลดลงจาก share swap Grab Taxi ซึ่งจะกระทบกับกำไรปกติปี 2025 ของเรา 2-3% ราคาเป้าหมาย 42 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”
(-) ตลาดดาวโจนส์ ลดลง 193.62 จุด หรือ -0.45%, ปิดที่ 43,239.50 จุด ส่วนดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปรับตัวลงเช่นกัน โดยตลาดถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นอินวิเดีย (Nvidia) หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวัง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยลบจากข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ
(+) ตลาดหุ้นยุโรป ปิดลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหุ้นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์นำตลาดร่วงลง ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับสหภาพยุโรป (EU)
(-) ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดลบตามทิศทางตลาดสหรัฐฯ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ให้คำยืนยันว่าจะเริ่มใช้มาตรการภาษีศุลกากรกับแคนาดา และเม็กซิโก ภายในอาทิตย์หน้า
(-) ค่าเงินบาท อ่อนค่าอยู่ที่บริเวณ 34.07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.00%
(-) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX เพิ่มขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.52% ปิดที่ 70.35 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานตึงตัว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกใบอนุญาตของบริษัทเชฟรอน (Chevron) ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันในเวเนซุเอลา ในขณะที่เช้านี้ลดลงอยู่ที่ระดับ 70.12 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือ -0.33%
(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 34.70 ดอลลาร์ หรือ 1.18% ปิดที่ 2,895.90 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยตลาดถูกกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในขณะที่เช้านี้ลดลงอยู่ที่ระดับ 2,888.60 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ -0.25%
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
28 ก.พ. | สหรัฐ: Core PCE Price Index (ม.ค.) ฝรั่งเศส: เงินเฟ้อ (ก.พ.) |
1 มี.ค. | จีน: NBS Manufacturing PMI (ก.พ.) |
3 มี.ค. | สหรัฐ: ISM Manufacturing PMI (ก.พ.) จีน: Caixin Manufacturing PIM (ก.พ.) |
4 มี.ค. | ออสเตรเลีย: ประชุมธนาคารกลาง ญี่ปุ่น: Consumer Confidence (ก.พ.) |
5 มี.ค. | สหรัฐ: ISM Service PMI (ก.พ.) |